Wednesday, November 17, 2010

เกร็ดเล็ก เกร็ดน้อยจาก กาแฟ



       กลับมาเจอะเจอกันอีกนะครับ มาคราวนี้ก็คงจะมาเขียนถึงเรื่องราว และเกร็ดความรู้เล็กๆน้อยๆของกาแฟกันนะครับ บางคนอาจจะรู้มาบ้างแล้ว แต่บางคนก็อาจที่จะยังไม่รู้ ก็ถือสะว่ารู้ไว้ใช้ว่าใส่บ่าแบกหามนะครับ เรามาเริ่มกันดีกว่านะครับ
      1.ท่านรู้ไมว่า นมที่เรานะมาผสมชงดื่มกับกาแฟนะ เมื่อเราดื่มเข้าไปแล้ว มันจะไปเกาะตัวเป็นเยื่อบางๆ ในกระเพาะอาหารของเรา ซึ่งจะมีส่วนทำให้การดูดซึม สารคาเฟอีน เข้าสู่กระแสเลือดของเราช้าลง
      2.การรับประทานของหวานควบคู่กับการดื่มกาแฟที่นิยมกันทุกๆหมู่บ้าน และทุกร้านนั้น เป็นประเพณีดั่งเดิมของพวกชาวออสเตรีย ที่เขาทำกันมายาวนานแล้ว
     3. ที่เขาว่ากันว่ามนุษย์สามารถที่จะจดจำกลิ่นที่แตกกันได้ถึง 3000 กลิ่น แต่คุรเชื่อหรือไมว่า หลังจากที่เราดื่มกาแฟเอสเพรสโซ่เข้าไปแล้ว 10นาที กลิ่นของก็คงเย้ายวนอยู่ในความทรงจำของเราอยู่ ได้มีการศึกษากันว่ากว่า 80% ของรสชาติที่เรารู้สึกได้เวลาที่เราชิมมาจากกลิ่นที่เราดม
      4.คุณเคยได้ยินกาแฟ คาวบอยไหม? ก็เรื่องมันมีอยู่ว่า เมื่อต้องเดินทางไกลๆ  คาวบอยอเมริกันทั้งหนุ่ม และแก่ จะดับกระหายคลายหิวกาแฟด้วย (ที่ควรสด  ใหม่สะอาด ไม่แพ้ผงกาแหเช่นกัน)  และต้มมันด้วยหม้อสนามนั้นแหละ อืม...สร้างสรรค์ได้ดีแท้นะครับ
     5. ด้วยบรรดานานาประเทศในแถบทะเลคาริเบียน รู้จัก และคุ้นเคยกับการปลูกมะพร้าวมากกว่าการเลี้ยงวัว จีงไมน่าแปลกใจ เมื่อคุณสั่งกาแฟสักแก้วมาดื่มเพื่อความสดชื่น เมื่อเที่ยวแถวแถบทะเลคาริเบียนลัว เขาจะกะทิมาแทนนมสดมาให้คุณ
    6. ถ้าหากว่าคุณจะมาขนมหวานมาทานควบคู่กับการดื่มกาแฟละก็ เรามีเคล็ดลับเล็กๆน้อยๆที่อยากจะแนะนำ เพื่อเพิ่มความเอร็ดอร่อยยิ่งๆขึ้น ถ้ากาแฟแก้วนั้นไม่ข้มข้นมากนะ ขนมที่เลือกที่เลือกก็ไม่น่าจะเป็นชิ้นที่มันครีม และเนยนมมากจนหยาดเยิ้ม และตรงกันข้าม ถ้าหากว่ากาแฟที่เราจะดื่มมีรสชาติเข้มข้มถึงใจละก็ ก็ควรเป็นอย่างยิ่งที่จะเสาะหาขนมหวาน หรือเบเกอรี่ที่ออ่นนุ่ม และชุ่มเนยนมมาทานเคียงคู่กัน
     7. คำว่า นม ในภาษาอิตาลีเรียกว่า ลาดเต้ (Latte) แต่ถ้าหากว่าคุณคิดอยากที่จะสั่งมาดื่มแล้วบอกบริกร หรือบาริสต้า ชาวอิตาเลียนจะเรียกว่า ลาเต้เฉยๆ เหมื่อนที่สั่งได้ในบ้านเรา จงอย่าอิดออดหากเขานำนมนุ่มๆมาเสริฟให้คุณ แทนที่จะเป็นกาแฟลาเต้ดังที่ใจหวัง คราวต่อไปแค่เราสั่งว่า กาฟเฟ่ ลาตเต้(Caffe Latte) เขาก็จะเข้าใจ และชงให้ถูกตามที่เราต้องการ
     8. ขนาดของเม็ลดกาแฟ ไม่ได้มีผลต่อกลิ่น หรือรสชาติของกาแฟ ถึงอย่างไรก็ตามในวงการค้าขายกาแฟก็มักจะนิยม และยกย่องว่า กาแฟเม็ลดใหญ่ๆ จะเป็นสินค้าเกรดเอ คุณภาพดี และมีราคาดีที่สุด
     9. กว่าที่พวกเราจะได้ดื่มกาแฟสักแก้วนะ กระบวนการเดินทางของกาแฟในตลาดซื้อขายกันตั้งแต่ต้นจนมาถึงพวกเรานะ ผ่านมือพ่อค้าที่ซื้อมาขายไปตั้ง 4-6 ทอดต่อๆ กันมา
   10. แม้ว่าจะเป็นกาแฟจากต้นเดียวกัน บดใส่ในซองเดียวกัน เก็บไว้ในที่ที่เดียวกัน ชงพร้อมๆกัน ที่อุณหภูมิเดียวกัน ส่วนผสมเดียวกัน และเท่ากัน คนชงคนเดียวกัน แต่ถ้าหากว่าดื่มในระดับความสูงเหนื่อน้ำทะเลที่ต่างกัน รสชาติก็จะแตกต่างจากกันด้วย ความลับก็อยู่ที่เจ้ากาแฟนั้นออ่นไหว และไวมากต่อระดับความสูงของพื้นที่ เมื่อเราวัดจากระดับน้ำทะเล เอาละครับก็คงจะได้เกร็ดเล็ก เกร็ดน้อยไปไม่มากก็น้อยนะครับ
ก็คงจะพอเพิ่มความรู้ขึ้นมาบ้างในเรื่องของกาแฟนะครับไว้เจอกันใหม่นะครับ 

Tuesday, November 16, 2010

กาแฟผงสำเร็จรูป

ประวัติความเป็นมาของกาแฟผงสำเร็จรูป 
     คราวที่แล้วผมได้เขียนเรื่องที่มาที่ไปของพันธุ์ของเมล็ดกาแฟไปแล้ว จะเป็นเมล็ดของกาแฟสด แต่ยังมีกาแฟอีกหลายรูป แบบที่เป็นที่นิยมของในสังคมปัจจุบันที่ต้องการความเร่งรีบ และความสะดวกสบายในการดำเนินชีวิตนั่นก็คือกาแฟสำเร็จรูป ก็คงจะเล่าประวัติของกาแฟผงสำเร็จรูปที่เริ่มต้นเมื่อประมาณ 100ปีที่แล้ว โดยบริษัทเนสเล่ เมื่อเขียนถึงบริษัทเนสเล่แล้วก็ขอเล่าประวัติพอสังเขปหน่อยนะครับ
      บริษัท Nestle ก่อตั้งขึ้นตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2410 โดย อองลี เนสเล่ย์ เภสัชกรวัย 53 ได้คิดค้นอาหารธัญพืชสำหรับเด็ก (Infant Cereal) ต่อมาได้เข้าร่วมกิจการกับบริษัทผลิตนมข้น ทองโกล-สวิส คอนเดนมิลค์ โดยในตอนแรกได้ใช้ชื่อว่า เนสเลย์ ทอนด์ ทองโกล-สวิส คอนเดนส์มิลค์ และเหลือเพียง Nestle ในเวลาต่อมา สัญญาลักษณ์ของบริษัท Nestle เป็นรูปแม่นกและลูกนกในรัง นกที่ใช้เป็นสัญญาลักษณ์นั้นเป็นนกชื่อว่า Tuilittle net ได้มาจากตราประจำตระกูลของ อองรี เนสเลย์ คำว่า Nestle ในภาษาเยอรมัน แปลว่า รังนกเล็กๆ ซึ่งสื่อถึงความรัก ความอบอุ่น ความปลอดภัย Nestle เริ่มต้นธุรกิจด้วยการผลิตอาหารประเภทนมและอาหารเสริมสำหรับเด็ก และต่อมาได้ขยายกิจการไปยังธุรกิจผลิตอาหารอื่นๆ อีกกว่า 15,000 ชนิด นโยบายที่ Nestle นับถือมาตลอด คือ ผลิตภัณฑ์ของ Nestle ต้องมีคุณภาพด้วยมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก
      โรงงานของ Nestle ที่อยู่ในประเทศไทยมีอยู่ 8 แห่ง คือ นวนคร บางปู บางชัน อยุธยา ฉะเชิงเทรา ซึ่งที่นวนครมีอยู่ด้วยกัน 3 โรงงาน ในแต่ละโรงงานก็ได้มีการแบ่งแยกประเภทของผลิตภัณฑ์ออกไป เช่น ที่ นวนคร เป็นโรงงานที่ผลิตผลิตภัณฑ์นม เป็นต้น สินค้าของ  Nestle มีขายอยู่ทั่วโลก ในแต่ละประเทศอาจใช้ชื่อของสินค้าที่ต่างกันออกไป ปกติใน 1 วัน โรงงานสามารถผลิตนมกระป๋องได้ถึงวันละ 2 ล้านกว่ากระป๋อง ซึ่งในจำนวนนี้ 80% เป็นการผลิตเพื่อส่งออกและอีก 20% เป็นการผลิตเพื่อบริโภคภายในประเทศครับ ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตรายใหญ่ที่ส่งกาแฟผงสำเร็จรูปออกสู่ตลาดเมื่อปี ค.ศ. 1938 แต่ในความจริงแล้วนั้นเราจะต้องย้อนเวลากลับไปอีกประมาณ 37 ปี ก็จะเป็นจุดกำเนิดที่แท้จริง นั่นก็คือเป็นเพราะว่าเมื่อปี ค.ศ. 1901 นาย Sartori Kato นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นคนนี้ที่พำนัก และทำงานอยู่ในเมืองชิคาโก สหรัฐอเมริกา เป็นคนค้นพบกระบวนการดัดแปลงกาแฟจากเมล็ดคั่วบดสดๆ ไปสู่กาแฟผงสำเร็จรูป
     ถึงกระนั่นก็ตาม Kato ก็ไม่ได้วางแผนการตลาดเพื่อการรองรับ การที่จะนำผลการค้นคว้าทดลองครั้งนั่นออกสู่ท้องสู่สายตาประชาชน บรษัทเนสเล่จึงได้ทำการผลิต และจัดจำหน่ายสู่ตลาดทั่วโลกเมื่อปี ค.ศ. 1938 ซึ่งก็ได้รับความนิยมอย่างสูงในอเมริกาในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่2 และได้เริ่มขยายวงกว้างออกไปทั่วโลกในระยะเวลาไม่นาน ด้วยคุณลักษณะที่สะดวกต่อการชงดื่ม ขั้นตอน และวิธีการก็ไม่ยุ่งยากมากเท่าไร หากคำนึงถึงความพิถีพิถัน และความละเมียดละไมของกลิ่นไอของกาแฟสดๆแล้ว กาแฟผงสำเร็จรูปก็มีศักดิ์ และศรีของกาแฟไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากาแฟคั่วบดเลยนะครับ     

Monday, November 15, 2010

เมล็ดกาแฟอาราบิก้า (Arabica)



เมล็ดกาแฟ อาราบิก้า
       กลับมาเจอกันอีกในสภาพอากาศที่เย็นสบายขึ้น เมื่อคราวที่แล้วผมได้พูดถึงเมล็ดกาแฟพันธุ์โรบัสต้าไปแล้วนะครับ มาคราวนี้ผมจะมาพูดและกล่าวถึงเมล็ดกาแฟอีกพันธุ์หนึ่ง ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ปลูกกันมาก หรือประมาณร้อยละ 70 เปอร์เซ็นต์ ที่ทำการปลูก และทำการค้าขายกันในท้อง ตลาดทั่วโลกโดยรวมในปัจจุบัน และเมล็ดกาแฟที่ผมจะกล่าวถึงในคราวนี้ก็คือ เมล็ดกาแฟ อาราบีก้า (Arabica)


       กาแฟอาราบิก้ามีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมบนพื้นที่สูงของประเทศเอธิโอเปีย (อะบิสซีเนีย เดิม) ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างเส้นรุ้งที่ 6 – 9 องศาเหนือ แต่อาจพบต้นกาแฟอาราบิก้า ตรงช่วงรอยต่อบนภูเขาระหว่างเอธิโอเปียกับซูดาน และเอธิโอเปียกับเคนยา ในเอธิโอเปียสามารถพบต้นกาแฟอาราบิก้า เจริญงอกงามอยู่ทั่วไป ภายใต้ร่มเงาไม้ใหญ่บนพื้นที่สูง ระหว่าง 1,370 -1,830 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง สภาพอากาศในแถบนั้น ค่อนข้างหนาวเย็น อุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปี อยู่ระหว่าง 15 – 24 องศาเซลเซียส ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยทั้งปีประมาณ 1,900 มิลลิเมตร สภาพดินเป็น ดินร่วนสีแดง มีหน้าดินลึก สภาพอากาศโดยทั่วไปในแถบนี้ มี 2 ฤดู คือ ฤดูฝนและฤดูแล้ง ซึ่งมีพร้อมๆ กับฤดูหนาว
       ในยุคเริ่มต้นของกาแฟอาราบิก้า ประวัติและความเป็นมาค่อนข้างสับสน เพราะมีผู้พบเห็นต้นกาแฟอาราบิก้าเจริญงอกงามอยู่ทั่วไป ใต้ต้นอินทผาลัม แถบเชิงเขาประเทศเยเมน แต่จากการศึกษาและสำรวจ โดยคณะผู้เชี่ยวชาญในด้านกาแฟอาราบิก้าของประเทศต่าง ๆ ที่ร่วมมือกัน ภายใต้ความช่วยเหลือขององค์กรระหว่างประเทศ สรุปว่า ในสมัยโบราณ ชาวเขาบางเผ่า ที่อาศัยอยู่บนที่สูงของประเทศเอธิโอเปีย ได้อพยพขึ้นเหนือมายังตะวันออกกลาง ได้นำเมล็ดกาแฟติดตัวมาด้วย และได้ปลูกไว้ตามเชิงเขา ชาวเขาเหล่านี้ ใช้เมล็ดกาแฟอาราบิก้าผสมกับไขสัตว์ ปั้นเป็นก้อนกลมๆ ใช้เป็นอาหารเวลาเดินทางไกล

          ต่อมาเมื่อชาวเปอร์เซียเรืองอำนาจ ได้ขยายอาณาจักรมาสู่ตะวันออกกลาง ได้ขับไล่ชาวเขาเหล่านี้กลับสู่ป่าเอธิโอเปียดังเดิม ส่วนต้นกาแฟอาราบิก้ายังคงเจริญงอกงาม และขยายพันธุ์ตามธรรมชาติต่อๆกันมาแถบเชิงเขาประเทศเยเมน แต่มีบางกระแสเชื่อว่า ในศตวรรษที่ 15 นักเดินทางชาวอิสลามได้นำต้นกาแฟอาราบิก้าจากเอธิโอเปียมาปลูกไว้ ที่อาราเบีย ชาวดัชท์ได้เดินทางมายังอาราเบียในศตวรรษที่ 16 ได้พบต้นกาแฟอาราบิก้า เจริญอยู่ทั่วไป จึงนำเมล็ดกาแฟไปเพาะและปลูกไว้ ตามแหล่งอื่นๆของโลก ในศตวรรษที่ 17 นักแสวงบุญอิสลาม ชาวอินเดีย ได้นำเมล็ดกาแฟอาราบิก้าจากประเทศเยเมน มาปลูกไว้ตามเชิงเขาของรัฐคาร์นาตากา ในประเทศอินเดีย และชาวฝรั่งเศสได้นำเมล็ดกาแฟอาราบิก้า จากอาราเบียไปปลูกที่เมืองเบอร์บอง เกาะรี-ยูเนียน กาแฟอาราบิก้าจากแหล่งปลูกเหล่านี้ ได้แพร่กระจากไปทั่วโลก ซึ่งใช้เวลามากกว่า 2 ศตวรรษ
       ในประเทศไทย พระสารศาสตร์พลขันธ์ ชาวอิตาลี ที่มารับราชการในประเทศไทย ได้นำเมล็ดกาแฟอาราบิก้า มาปลูกไว้ที่จังหวัดจันทบุรีในปี พ.ศ 2393 มีชื่อเรียกกาแฟสมัยนั้นว่า กาแฟจันทบูรต่อมาในปีพ.ศ. 2500 กรมกสิกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้นำเมล็ดกาแฟอาราบิก้าหลายสายพันธุ์ จากประเทศบราซิล มาปลูกไว้ตามสถานีต่างๆของกรมกสิกรรมในภาคเหนือ จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2518 มูลนิธิโครงการหลวง ภายใต้ความช่วยเหลือของกระทรวงเกษตร สหรัฐอเมริกา นำเมล็ดกาแฟอาราบิก้าลูกผสมที่ผสมขึ้นมาเพื่อความต้านทานโรคราสนิมจากประเทศโปรตุเกส มาปลูกไว้ในพื้นที่ของมูลนิธิโครงการหลวงเพื่อ
ส่งเสริมชาวไทยภูเขา ปลูกทดแทนการปลูกฝิ่นบนภูเขาในภาคเหนือ
       กาแฟ เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของโลก มูลค่าการซื้อขายในตลาดโลก เป็นลำดับที่สอง รองจากน้ำมันปิโตเลียม รายได้ของประชากร มากกว่า 50 ประเทศ ขึ้นอยู่กับกาแฟ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศในแถบลาตินอเมริกาและแอฟริกา กาแฟอาราบิก้าส่วนใหญ่ จะปลูกกันมากในประเทศแถบลาตินอเมริกา เช่น บราซิล โคลอมเบีย คอสตาริก้า กัวเตมาลา เม็กซิโก เอลซัลวาดอร์ฯ ในทวีปแอฟริกาประเทศที่ปลูกกาแฟอาราบิก้า ได้แก่ อินโดนีเซีย อินเดีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และไทย แต่เป็นปริมาณที่ยังไม่มากนัก เมื่อเทียบกับแหล่งอื่นๆ ของโลก
       เมล็ด กาแฟอาราบิก้า เป็นกาแฟที่มีคุณภาพดี ให้ทั้งรสชาติ (flavour) และกลิ่นหอม (aroma) มีปัจจัยที่เกี่ยวข้องอยู่หลายปัจจัยในเรื่องของรสชาติ และกลิ่นหอมของกาแฟอาราบิก้า เช่น สายพันธุ์ที่ปลูก ชนิดของดิน สภาพแวดล้อม ความสูงจากระดับน้ำทะเลของพื้นที่ซึ่งจะเกี่ยวข้องในเรื่องอุณหภูมิ การดูแลรักษา การเก็บเกี่ยว และ กรรมวิธีปรุงรส เมล็ดกาแฟอาราบิก้า สามารถนำมาผลิต กาแฟคั่วบด (roasted coffee) และ กาแฟสำเร็จรูป (instant coffee) แต่ส่วนใหญ่นิยมนำมาผลิตกาแฟคั่วบด เพราะจะให้กลิ่นหอมและรสชาติที่ดีเวลาดื่ม ในเมล็ดกาแฟอาราบิก้า มีองค์ประกอบทางเคมีของสารประกอบจำพวกแป้ง น้ำตาล รวมทั้งวิตามิน และเกลือแร่หลายชนิด แต่องค์ประกอบที่สำคัญที่สุด คือ สารคาเฟอีน (caffeine) ในเมล็ดกาแฟอาราบิกา มีปริมาณคาเฟอีนอยู่ระหว่างร้อยละ 1.0 – 1.5 แต่ก็ยังขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ และสภาพแวดล้อมของพื้นที่ที่ปลูกด้วย สารคาเฟอีนในกาแฟ เมื่อดื่มเข้าไปจะไปกระตุ้นประสาท ทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า
         แต่มีบางกระแสเตือนว่า สารคาเฟอีนมีบทบาทต่อการเต้นของหัวใจ ซึ่งอาจจะมีผลต่อโรคหัวใจ อย่างไรก็ตามกาแฟเป็นเครื่องดื่มที่ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล ที่แพร่หลายในชีวิตประจำวันของคนทั่วโลก แต่จะดื่มได้มากน้อยแค่ไหนในแต่ละวัน อาจจะขึ้นอยู่กับความเคยชิน และสภาพของร่างกายของแต่ละบุคคล ครับก็คงจะได้อะไรจากการดื่มดำในสาระความรู้เล็กๆน้อยๆจากเรื่องของเมล็ดกาแฟกันไปบ้างพอสมควรนะสำหรับครั้งนี้ อย่างไรเสียก็ดูแลสุขภาพด้วยนะสวัสดีครับ

Sunday, November 14, 2010

เมล็ดกาแฟโรบัสต้า Robusta.



       สวัสดีครับ มาคราวนี้ผมจะมาเล่าเรื่องของกาแฟกันต่อดีกว่านะครับ เมื่อเราจะมาพูดถึงเมล็ดกาแฟว่ามีที่มาที่ไปกันอย่างไรบ้างมานั้น งั้นเรามาเริ่มกันที่ เมล็ดกาแฟโรบัสต้า ซึ่งมีชื่อเรียกทางภาษาอังกฤษว่า Coffee Caneprora จัดได้ว่าเป็นกาแฟที่มีความสำคัญต่อทางธุรกิจ และการค้าในตลาดโลกเป็นอันดับสองรองมาจาก กาแฟอาราบีก้า Coffe Arabiga
       กาแฟโรบัสต้านะ ส่วนใหญ่จะปลูกกันมากในแถบ แอฟริกา และบางส่วนของเอเชีย ถิ่นกำเนิดของสายพันธุ์จริงๆ  อยู่ในเขตร้อนชื่นระหว่างเส้นรุ้งที่ 10 องศาเหนือถึงเส้นรุ่งที่ 10 องศาใต้ ในแอฟริกากลาง กาแฟชนิดนี้มีด้วยกันอยู่ 2 สายพันธุ์คือ Robusta และ Kouilou
      ในบางครั้งคนก็ยังเรียกโรบัสต้าว่า African Coffee และว่ากันว่าที่มาของชื่อ Robusta น่าที่จะหมายถึง พันธุ์ที่จะต้านทานต่อโรคราสนิม ครั้งหนึ่งมีนักสำรวจจากยุโรปได้เดินทางจากยุโรปไปที่ อูกานดาในปี พ.ศ.2405 พบต้นกาแฟโรบัสต้าปลูกอยู่ใกล้ๆ กับหมู่บ้านของชาว Bukaba และกาแฟบางต้นก็มีอายุกว่า 100 ปี ประเพณีที่น่าสนใจซึ่งเกี่ยวข้องกับกาแฟก็คือ ผู้ชายแอฟริกาในแถบนั้นจะยึดถือประเพณีอย่างหนึ่งของเผ่าตนว่า เวลาที่สาบานตนเป็นพี่น้องกัน เขาจะใช้เมล็ดกาแฟจุ่มเลือดของแต่ละฝ่ายเอามาเคี้ยวกัน
       สำหรับกาแฟโรบัสต้าที่ปลูกในประเทศไทยนั้น มีผู้กล่าวกันว่า มีชาวไทยมุสสลิมชื่อ นายตีหมุน เป็นผู้นำเข้ามาปลูกเป็นคนแรกที่ อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา ในปีพ.ศ. 2447 และอีก 82 ปีต่อมาก้ได้มีการนำมาปลูกกันอย่างแพร่หลายในจังหวัดภาคใต้เกือบจะทุกจังหวัด และเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของประเทศ สันนิษฐานว่าแรกเริ่มเดิมที กาแฟพันธุ์นี้อาจจะถูกนำเข้ามาจากประเทศ อินโดนีเซีย เพราะว่าในช่วงนั้นประเทศอินโดนีเซียกำลังตื่นตัวในการปลูกกาแฟโรบัสต้ากันอยู่ หรือไม่เช่นนั้นก็อาจจะรับช่วงต่อมาจากประเทศมาเลเซียในระยะหลัง
       อย่างไรก็ตามก็ยังหาหลักฐานที่แน่ชัดไม่ได้ว่า มีใครเป็นผู้นำเข้าเมล็ดกาแฟโรบัสต้ามาในประเทศอีกบ้าง กาแฟโรบัสต้าที่ปลูกอยู่ในภาคใต้นั้น เท่าที่สังเกตดูมีทั่งลักษณะใบเล็ก และใบใหญ่ปลูกปะปนกันไปเกือบทุกสวน อาจจะมีบางสวนที่มีการศีกษาคัดเลือกต้นเพื่อขายพันธุ์ในสวนของตัวเอง แต่ส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยมีการที่จะมาคัดเลือกพันธุ์เพื่อการขยายพันธุ์โดยเฉพาะ
       ปัจจุบันกาแฟพันธุ์โรบัสต้า มีปลูกมากทางพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทยคือ ระนอง ชุมพร นครศรีธรรมราช มีผลผลิตรวมกันกว่า 95% ของผลผลิตทั้งหมดภายในประเทศ
       ด้วยคุณลักษณะที่ปลูกได้ดีในระดับพื้นที่ราบ ปลูกง่ายให้ผลผลิตมาก ทนทานต่อโรค ทนทานต่อสภาพอากาศ และความชื่น เก็บเกี่ยวได้เร็ว แต่เหตุผลที่ทำให้ โรบัสต้าได้รับความนิยมน้อยกว่าอาราบิก้าก็คือ มีคุณภาพด้อยกว่าอาราบีก้าในแง่ของการแปรรูปเป็นกาแฟคั่ว
       แต่ถึงกระนั้นก็ตาม กาแฟโรบัสต้าก็สามารถชิงตลาดกาแฟสำเร็จรูป หรือกาแฟกระป๋องได้อย่างเหนียวแน่น ด้วยพื้นฐานสายพันธุ์ที่ดี และการควบคุมคุณภาพที่ดีของเกษตรกรไทย ทำให้กาแฟมวยรองอย่างโรบัสต้าก็ยังเติมโตได้อย่างงดงาม ทั้งตลาดภายในประเทศ และต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น สิงคโปร์
        
  

Saturday, November 13, 2010

ร้านกาแฟที่มีชื่อเสียงยาวนานในอดีตของไทย



        ถ้าเราจะพูดถึง เอี๊ยะแซ และ ออน ล๊อก หยุ่นแล้ว คอกาแฟวัยเก๋าน้อยคนนักที่จะส่ายหน้าที่ไม่รู้จัก เพราะประวัติการที่เปิดบริการที่ยาวนานกว่า 80 ปี รับใช้ความสุข ของคนไทยและคนจีนมาแล้วหลายชั่วอายุคน
        คำว่าเอี๊ยะแซ เป็นภาษาจีนไหหลำ ซึ่งกลุ่มคนที่มีความรู้เรื่อง และทักษะการชงกาแฟที่เป็นเอกลักษณ์ ผู้กำเนิดตำนานเอี๊ยะแซคือ นายจิ้งเหลี่ยน แซ่อุ่ย ชาวจีนโพ้นทะเลจากเกาะไหลหลำ ที่ได้ข้ามน้ำข้ามทะเลมาเมื่อปี พ.ศ. 2470 ขยับขยายกิจการจากสร้างสัมมาชีพจากหลงจู๊โรงเลื่อยมาเปิดรถขายกาแฟสาขาแรกอยู่ที่บริเวณย่านเยาวราช ด้วยชื่อที่คุ่นเคย “กาแฟโกเหลี่ยน” ด้วยเทคนิคการคั่วที่เป็นแบบฉบับแบบไหหลำแท้ ด้วยสแกน “คั่วสดๆชงใหม่ๆทุกวัน” จนกระทั่งการเข้ามาสืบทอดกิจการของทายาทรุ่นที่ จึ่งได้มีการเปลี่ยนชื่อมาเป็น ร้านเอี๊ยะแซ พร้อมได้ขยายกิจการจากร้านรถเข็นมาสู่ตึกที่โอ่โถง
         ศัพท์ที่ใช้เรียกเมนูกาแฟโบราณที่คุ้นหูประกอบคำว่า”โอยั๊วะ” ถ้าสั่งเมนูคุณจะได้กาแฟร้อนๆ ที่ไม่ได้ใส่นม แต่ถ้าหากว่าอยากที่จะเพิ่มความหวานกลมกล่อมละก็ ให้สั่ง”โกปี๊” ถ้าเป็นกาแฟเย็นละก็ ก็ต้องสั่ง”โอเลี้ยง” คือเมนูยอดฮิต ที่เป็นส่วนผสมของกาแฟกับน้ำตาลทรายเต็มความเย็นสดขื่นด้วยน้ำแข็ง แต่ถ้าสนใจ”ยกล้อ” ก็เพียงเติมนมลงไปนิดหน่อย ในบรรดาเมนูน่าสนใจ”โอยั๊วะ โกปี้ และโอเลี้ยง เป็นภาษาจีนแต้จิ๋ว ส่วยยกล้อกลับเป็นภาจีนไหหลำ เข้าใจว่าน่าเป็นส่วนผสมอันลงตัวของจีนแต้จิ๋ว และไหหลำก็น่าจะมาจากลูกค้าส่วนใหญ่จากร้านเอี๊ยะแซ จะเป็นชาวจีนแต้จิ๋วที่อาศัยอยู่บริเวณเยาวราช และสำเพ็ง ส่วนเจ้าของร้านจะเป็นชาวไหหลำ
        เมล็ดกาแฟของที่ ร้านเอี๊ยะแซ นั้นจะใช้เฉพาะโรบัสต้าเท่านั้น แม้ว่าอาราบีกาจะมีความหอมมากกว่า แต่ในแง่ของความเข้มข้นโรบัสต้ามีชั้นเชิงที่ดีกว่า ทั้งนี้เพราะว่าลูกค้าส่วนใหญ่ของเอี๊ยะแซจะเป็นกรรมกรที่ทำงานอยู่ที่ท่าเรือ คนลากรถเจ๊ก ซึ่งจะต้องใช้พละกำลังมาก ต้องตื่นตาตลอดวัน โอยั๊วะ โกปี่ โอเลี้ยงยกล้อของเอี๊ยะแซก็มีส่วนส่วนให้การทำงานหนักตลอดทั่งวันของพวกเขากระชุ่มกระชวยขึ้นมาได้ จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าที่คุ้นตาที่ร้านเอี๊ยะแซ ตอนใกล้ยามรุ่งตี ตีจะแน่นขนัดไปด้วยผู้คนที่แวะเวียนมาเพิ่มพลังด้วยกาแฟด้วยกาแฟแก้วโปรดเพื่อที่จะได้สู้กับงานหนักตลอดทั้วัน
        แม้ว่าทุกวันนี้จะมีร้านกาแฟสไตล์หรูๆ มีเมนูโมเดิร์นเปิดแข็งกันทุกมุมถนน และร้านค้า หนุ่มสาวยุคใหม่อาจจะเดินผ่านเลยร้านกาแฟโบราณ มุ่งหน้าเข้าหา เอสเพรสโซ่ หรือคาปูชิโน่ แต่ตำนานบทเก่าของร้านเอี๊ยะแซในฐานะผู้บุกเบิก และนำหน้ามาก่อนก็ยังไม่ได้ปิดกิจการลง ทุกวันนี้ร้านกาแฟรุ่นคุณปู่คุณย่าที่มีการปรับกลยุทธ์พัฒนาร้านเพื่อที่จะเอาใจคอกาแฟคนรุ่นใหม่ ด้วยการเปิดสาขาเข้าไปในแหล่งชุมชนที่มีคนทุกเพศทุกวัย เพิ่มเมนูเครื่องดื่ม และเครื่องเคียงให้หลากหลาย เพื่อที่จะยังคงสืบสานกลิ่นไอของกาแฟรูปแบบไทยให้ยังคงอบอวลอยู่ในความทรงจำของคนไทยไปอีกนานเท่านาน

       คงไม่น่าแปลกใจหาจะบอกว่าจุดนัดพบของวัยรุ่นสมัยโก๋หลังวังจะเป็นที่ร้านกาแฟ หากถ้าเราลองหลับตาจินตนาการ
ภาพวันเก่าความคึกคักของร้านกาแฟที่มีคนหนุ่ม คนสาวแต่งกายนำสมัย(โน่น) มาสังสรรค์เฮฮา ล้อมวงดื่มกาแฟ ไมโล และขนมนมเนย แน่นนอนว่าจากในจินตนาการของความทรงจำนั้นจะต้องปรากฏมีร้านกาแฟชื่อว่า ออน ล๊อก หยุ่น ขวัญใจของวัยโจ๋ หนุ่มโก๋หลังวังอยู่ด้วยเป็นแน่นอนกว่า 70 ปีมาแล้วที่ร้านกาแฟที่มีชื่อเกไก๋เปิดบริการเติมความสุขให้แก่คนไทย เอกลักษณ์ของ ออน ล๊อก หยุ่น คือการใช้กาแฟสำเร็จรุปที่วางจำหน่ายตามร้านฝรั่ง ห้างจีน แต่จากวิทยายุทธ์กาชงกาแฟของ นายเอ่งซิว ซีลี่ ผู้ก่อตั้งก้เป็นแม่เหล็กดึงดูดลูกค้าไม่ด้อยไปกว่ากาแฟสูตรใดๆเลย
        ที่มาของ ออน ล๊อก หยุ่น ยังคงเป็นที่ถกเถียงกัน และสงสัยกันอยู่ จากป้ายร้านที่เป็นภาษาจีนออกเสียงได้ว่า “อัก หลัก ฮื้อ” มีความหมายว่า “สวนสนุก” แล้วเหตุไฉนจึงเพี้ยนออกมาเป็น ออน ล๊อก หยุ่น ได้เล่า คำถามอันนี้ยังไม่มีใครสามารถที่จะตอบได้แม้แต่ทายาทมี่สืบทอดกิจการมา
        สำหรับสภากาแฟออน ล๊อก หยุ่น จะประกอบไปด้วยคนทุกเพสทุกวัยแต่ที่จะมีมากหน่อยก็น่าจะเป้นรุ่นคนที่มีผมสีดอกเลา ที่จะมานั่งอ่านหนังสือพิมพ์จิบกาแฟ ถกเถียงปัญหาเรื่องการเมือง และเศรษฐกิจ หากจะเป็นวัยรุ่น วัยคุณหนูน้อย ที่นี้ก็มีบริการไมโลร้อน เสิร์ฟพร้อมไข่ดาว ไส้กรอก ขนมปังทาเนยน้ำตาล อิ่มหนำสำราญกันได้ทั่วหน้า
        จริงอยู่ที่ความหลังมีไว้ให้จดจำ ทบทวนระลึกถึง แต่สำหรับออน ล๊อก หยุ่น โต๊ะเก้าอี้ทุกตัว ถ้วยชามทุกใบ กาแฟทุกช้อน น้ำตาลทุกเม็ด ที่ผ่านการรับใช้ความสุขของคอกาแฟไทยนับจากวันนั้นยืนยาวมาจนวันนี้ หากจะเปรียบเทียบเป็นสถาบัน ออน ล๊อก หยุ่น ก็คงจะผลิตลูกศิษย์ลูกหามาแล้วหลายสิบรุ่น ทุกวันนี้อาจจะมีบ้างที่ห่างหายไปด้วยเหตุผลนานาประการ แต่สถาบันแห่งนี้ก็คงอยู่อย่างสง่างาม เพื่อที่จะดำรงไว้ด้วยเจตนารมณ์ที่สืบสานกันมาแต่เก่าก่อนนั่นก็คือ แต่งเติมสีสัน และความสุขจากทุกแก้วกาแฟ สู่ทุกหัวใจของคนไทยให้ยาวนานยั่งยืนตลอดไป ครับก็คงจะบอกเล่าแง่มุมอะไรเพิ่มมากขึ้นบ้างนะ

Friday, November 12, 2010

ประวัติของร้านกาแฟไทย

         วันนี้เราว่ากันเรื่องร้านกาแฟ ร้านแรกของไทยกันเลยดีกว่านะครับเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เราย้อนไปเมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2ประมาณปี พ.ศ. 2460 ตึกหลังหนึ่งตั้งอยู่หน้าบริเวณสี่กั๊กพระยาศรี ได้เปิดร้านกาแฟโดย มิสเตอร์มีสโคล ชาวอเมริกันที่มาตั้งถิ่นฐานบนผื่นแผ่นดินไทย มีชื่อร้านว่า”Rea Cross Tea Room” คำว่า Red Cross มาจากสัญญาลักษณ์ของสภากาชาด ส่วนTea Room ถึงแม้จะแปลว่าห้องชา แต่ก็มีกาแฟให้บริการด้วย
         ลูกค้าขาประจำจะทราบดีว่า Red Cross Tea Room จะเปิดบริการเฉพาะวันพฤหัสบดี เวลา 15.00-18.00น แขกส่วนใหญ่จเป็นเจ้านาย ข้าราชการ พ่อค้า คหบดี ชาวต่างประเทศที่มีรสนิยม และหลงใหลในกลิ่นไอของรสกาแฟ และชา ผลกำไรจากการขายกาแฟ นายมีสโคลได้ส่งมอบเพื่อที่จะเป็นสาธารณะประโยชน์แก่องค์การกาชาดของฝ่ายสัมพันธมิตร ว่าแล้วก็ทำให้เหมือนว่ากินกาแฟช่วยชาติ
         นับจากนั้นมาความนิยมในการดื่มกาแฟ และร้านกาแฟที่มีเพิ่มมากขึ้นจากนักเรียนไทยที่ไปศึกษายังต่างประเทศ และได้นำเอาวัฒนธรรมการดื่มน้ำดำชนิดนี้กลับมาด้วย
          ก่อนที่คนไทยจะรู้จักชื่อ และรสชาติอันเข้มข้นของเอสเพรสโซ่ หรือละเอียดกับฟองครีมของคาปูชิโน หากเราจะย้อนหลังไปในยุคก่อนเก่าในสมัยของอากง อาม่า ยังเป็นหนุ่มสาววัยแรกรุ่น เครื่องดื่มยอดฮิตสำหรับคนวัยนั้นคงจะไม่พ้น โอเลี้ยง โอยั๊วะ หรือยกล้อ หรือบัญญัติที่เรียกกันร่วมๆว่า กาแฟโบราณ ซึ่งได้รับความนิยมจากคนไทย ไม่น้อยหน้าฝรั่งมั่งค่า หรือพวกอาหรับทะเลทราย

       อาจจะมาเสียงไอกระแอมจากคนอีกฝั่งของโลกว่า กาแฟของเรานั้นไม่ต่างจากน้ำดำๆ จากสารพัดพืชที่เอามาคั่วมาผสมปนเปกัน ทั่ง มะพร้าว มะขาม ถั่ว กาแฟ ยิ่งไปกว่านั้นว่ากันว่า สูตรกาแฟสมัยสงครามโลกนั้น เป็นการผสมน้ำมะขามคั่วเติมรสนุ่มๆ ด้วยกะทิ มันจะน่าอร่อยตรงไหน
          แต่มันก็มิได้ทำให้การดื่มกาแฟของคนไทย ลดน้อยถอยลงไปกว่าเพื่อนบ้านฝั่งไหนๆเลย หากจะวัดกันที่วัตถุดิบ และขบวนการผลิต เราก็อาจจะเป็นรองในแง่ของการเป็นต้นตำหรับ และก็ความหรูหรามีระดับ แต่ในเรื่องของการสร้างสรรค์ หรือการสนองความต้องการของผู้ดื่ม โอเลี้ยงของเราก็สามารถที่จะผงาดยืนบนแป้นขนะเลิศ ชนะใจของคนไทยมาอย่างยาวนานกว่าครึ่งศตวรรษแล้ว
           ย้อนกลับไปเมื่อสมัยก่อน ภาพที่คุ่นๆ ตาที่พ่อบ้านแม่บ้านหิ้วถุงโอเลี้ยง โอยั๊วะ กาแฟเย็น เกี่ยวกับนิ้วห้อยต่องแต่งไปมา พักเหนื่อยพักร้อนก่อนกายก็ดูดให้คลายร้อน รสชาติกำชาบไปถึงกระเพาะ ด้านลูกเด็กเล็กแดงก็มักจะถูกใช้ให้หิ้วกระติก กระป๋อง ให้วิ่งไปซื้อกาแฟกับอาโกที่หน้าปากซอย พอขากลับพอเหนื่อยก็แอบๆ ดูดกาแฟในกระติกแก้เหนื่อยบ้าง

           กาแฟโบราณผูกพันกับวิถีชีวิตของคนไทย ไม่ต่างอะไรกับกาแฟร้อนที่ต้องคู่กับปาท่องโก๋ ลองคิดหลับตานึกภาพยามเช้าในตลาด หรือที่หน้าปากซอยบ้าน จะแออัดไปด้วยคอกาแฟพันธ์แท้ รุ่นเก๋าๆ มานั่งจิบกาแฟกันก่อนไก่จะโห่พระอาทิตย์จะขึ้น พระจะมาบิณฑบาตเสียอีก เมื่อวงกาแฟครบคน ความบันเทิงแม้จะไม่เทียบเท่ากับวงสุรา แต่รับประกันว่าบทสนทนานั้นเต็มเปี่ยวไปด้วยอรรถรส จนเกิดเป็นนิยามที่เรียกขานกันว่า”สภากาแฟ” สภากาแฟสมัยนั้น คงคึกคัก และเต็มไปด้วยเรื่องราวที่มาบอกเล่าสู่กันฟังกันตั้งแต่หัวรุ่ง ไม่ต่างกับรายการคุยข่าวยามเช้าที่กำลังนิยมกันอยู่ในปัจจุบันนี้ ไล่กันไปตั้งแต่เรื่องการเมือง การมุ้ง เรื่องเศรษฐกิจ ปัญหาครอบครัว รำลึกถึงความหลัง และสังสรรค์เฮฮาตามประสาคนคอเดียวกัน สภากาแฟก็ไม่ต่างอะไรจากแหล่งข่างกรองของหมู่บ้าน ที่ใครอยากจะรู้อะไรก็ให้มาถาม ใครอยากฝากอะไรก็ให้มาร่วมวงไพบูลย์ครับวันนี้ก็คงจะพอสมควรแล้วละครับไว้มาวันกันใหม่คราวหน้านะครับ

Thursday, November 11, 2010

เมล็ดกาแฟ และประวัติความเป็นมา


         วันนี้กลับมาเจอกันอีก เพื่อมาพูดคุยกันอีกนะครับ คราวที่แล้วผมได้พูดถึงส่วนประกอบ และสรรพคุณของเมล็ดกาแฟไปแล้วนะครับ มาคราวนี้จะมาพูดถึงเรื่องชนิดของกาแฟกันดีกว่านะครับ ถ้าจะว่าไปแล้วนะครับกาแฟนี้มีหลายชนิดหลายสายพันธ์มากมาย จนบอกกล่าวกันไม่หวาดไม่ไหวหรอก ทั่วโลกนะมีกาแฟอยู่มากมายหลายชนิด ทั้งที่เรียกแตกต่างกันไปตามพื้นที่ทีปลูก บ้างที่ก็ตามสายพันธ์ แต่กาแฟที่ได้รับความนิยมจากนักดื่มกาแฟส่วนใหญ่นะ มีอยู่ด้วยกัน 3 สายพันธ์ใหญ่ๆ อันได้แก่ โรบัสต้า (Robusta) อาราบีกา(Arabica) และก็ ไลเบริกา(Liberica)
         โดย โรบัสต้านะ จะเป็นสายพันธ์ที่ทนทานต่อโรค ปลูกง่าย และยังให้ผลิตต่อไรสูง จะมีคาเฟอีน 2% มักที่จะนิยมนำไปทำกาแฟสำเร็จรูป หรือนำเอาไปผสมพันธ์กับสายพันธ์อื่นๆ
        ด้าน อาราบีกานั้นจัดได้ว่าเป็นสายพันธ์ที่ดีที่สุด แต่ทว่าจะปลูกยาก และดูแลรักษายากสักหน่อย จะต้องมีพื้นที่ปลูกบนพื้นที่สูงๆเท่านั้น มีคาเฟอีน 1% ผลผลิตต่อต้นจะมีจำนวนเพียงครึ่งหนึ่งของกาแฟ โรบัสต้า คงประมาณการกันว่า ร้อยละ75 ของกาแฟที่ทำการซื้อขายกันอยู่ในตลาดโลก จะเป็นกาแฟพันธ์ อาราบีก้า
       ส่วนไลเบริกานั้นมาจากแอฟริกา จะปลูกง่ายเหมือนกับโรบัสต้า คงมีระดับคุณภาพประมาณเทียบเท่ากับโรบัสต้า ครับมารู้ที่มาที่ไปแล้ว  กาแฟที่เรียกว่า Bleand นั่นนะก็คือ กาแฟที่ได้รับการปรุงด้วยสูตรพิเศษ โดยการผสมกาแฟจากสายพันธ์ต่างๆ เพื่อที่จะให้เกิดคุณสมบัติพิเศษ ด้านรส กลิ่น ที่ต่างกันออกไป การคลุกเค้ากาแฟจากแหล่งต่างๆ กัน ก็เพื่อจะให้ได้รสชาติที่แตกต่างกัน
      กาแฟนะเป็นภาษาสากลที่คนทุกชาติรู้จักกันดี คนอังกฤษ และอเมริกัน เรียกว่า Coffee, คนจีนเรียก Kafie , คนกัมพูชา เรียก Cafe ส่วนคนอิรักจะเรียกว่า Qahwa  แต่สำหรับคนไทนนั้นจะเรียกขานว่า กาแฟ กันอย่างคุ้นปากมากที่สุด แต่คุณรู้ไหมว่าก่อนที่จะมาของคำว่ากาแฟน นั้นนะ เรารู้จักเจ้าน้ำสีดำ รสชาติกลมกล่อม กลิ่นหอมเย้ายวนด้วยชื่ออะไร คำตอบคือ “ข้าวแฟ่” หรือ “เข้าแฟ่” ที่ฟังดูก็อาจจะไม่เข้าหูสักเท่าไร และดูจะไม่น่าจะอร่อยสักเท่าไร ไม่เหมือนคำเรียก ข้าวเหนียว ข้าวสวย ข้าวหมาก แต่จากการบันทึกทางประวิติศาสตร์ของไทยได้มีกล่าวไว้ว่า ชาวสยาม หรือชาวไทยนะได้มีการดื่มกาแฟมาตั้งแต่สมัยอยุธยากันแล้ว แม้ว่าจะยังไม่ปรากฏหลักฐานการเข้ามาในราชธานีระบุวัน เวลา และสถานที่อย่างเด่นชัด แต่จากจดหมายเหตุของชาวต่างชาติในรัชสมัยของ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ก็ได้มีการบักทึกไว้ว่า พวกชาวแขกมัวร์ เป็นชนชาติที่นิยมชมชอบกาแฟมาก
        ที่มาของคำว่า กาแฟ่ นั้นก็มากจากการที่คนเราเรียกทับศัพท์ภาษาอังกฤษ Coffee และจากหนังสือ สัพพะวัจนะ ฉบับปีพุทธศักราชที่ 2397 ที่จัดพิมพ์ โดย นายปาลเลอกัวล์(Pallegoix) ได้กล่าวไว้ว่า เมื่อแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 คนไทยเรียก “กาแฟ” ว่า “กาแฟ่”
แล้วต่อมาเมื่อครั้งที่ หมอบรัดเลย์ รวบรวมข้อมูลเพื่อทำหนังสือ”อักขราภิธารศรับท์” ก็ยังได้บรรจุเรียกขานกาแฟในยุคนั้นว่า “กาแฝ่”
        ความนิยมในการดื่มกาแฟของคนไทยนั้น แม้จะยังไม่แพร่หลายเท่ากับการดื่มชา นั่นก็อาจจะเพราะว่ากาแฟเป็นสีดำๆ มีรสขมกว่า และนั่นอาจจะเริ่มมาจากสังคมของพวกขุนนางข้าราชการที่เป็นผู้ชาย ส่วนผู้หญิงไทยสมัยนั้นคงจะไม่นิยมนัก แต่อาจจะขอหางกาแฟเติมลงในน้ำหวาน หรือเครื่องดื่มประเภทอื่นๆ เพื่อที่จะเพิ่มสีสัน และรสชาติแบบขมปะแล่มๆ ทำให้เครื่องดื่มมีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น
       ส่วนหลักฐานที่ชัดเจน และพอที่จะอธิบายได้เค้าร่างของประวัติศาสตร์การเริ่มดื่มกาแฟ หรือข้าวแฟ่ อย่างเป็นจริงเป็นจังในสยามก็คงจะเมื่อปี พ.ศ. 2377 แผ่นดินของสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว คงต้นรัตนโกสินทร์ ปรากฏว่าพระองค์ได้ทรงมีพระดำริให้ข้าราชการบริพารฝ่ายในทดลองปลูก และทำสวนกาแฟจำนวน 5000 ต้นแล้วได้ทรงกะเกณฑ์ชายหนุ่ม หรือเริ่มทำอุปกรณ์จากเปลือกมะพร้าวคล้ายกับกระถาง แล้วจึงบรรจุต้นกล้าแจกให้กับสวนของหลวงคือ บริเวณวัดราชประดิษฐ์สถิตสีมาราม และสวนของข้าราชการบริพารรวมถึงประชาชนทั่วไปด้วย และในหมายยังรับสั่งให้เจ้าภาษีจัดน้ำรินถวายแด่พระสงฆ์ โปรดให้ตระเตรียมน้ำตาลกรวด น้ำตาลทราย และข้าวแฟ่ไว้ด้วย สันนิษฐานว่าวิธีการชงอาจจะใช้วิธีการต้มลงในหม้อ แล้วจึงกรองเอากากกาแออกเหมื่อนกับการชงชา เป็นรูปแบบที่เรียกกันว่า”กาแฟโบราณ” หรือ”โอยั้วะ”เวลาจะปรุงรสก็เติมน้ำตาลทรายกรวด หรือน้ำตาลทรายเพื่อที่จะเพิ่มรสชาติให้หวานหอมอร่อย
      และเมื่อครั้งที่ท่านเซอร์ จอหน์ เบาวริ่ง ราชทูตจากสหราชอาณาจักรเข้าทำการเจรจาค้าขาย และทำสนธิสัญญาเบาวริ่งกับไทย เมื่อ พ.ศ.2398 ก็ยังทรงได้มีบันทึกไว้ว่า ได้เดินทางไปเที่ยวสวนกาแฟของสมเด็จพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ที่ทางฝั่งธนบุรี และยังได้มอบเมล็ดกาแฟจำนวน 3 กระสอบเป็นของกำนัลแด่ท่านทูตในการเดินทางกลับประเทศด้วย เอาละครับวันนี้ก็พอจะได้อะไรเพิ่มขึ้นมาอีกนะครับสำหรับเจ้าเรื่องกาแฟนี้ วันนี้ก็เอาไว้แค่นี้ก่อนนะครับ